อย่างละครึ่งวัน
12 ธันวาคม 2550 - การโดดเรียนที่ตั้งใจ
เอ่อ..... มันจะมีใครที่โดดเรียนแบบไม่ตั้งใจบ้างเนี่ย ![]()
- ครึ่งแรก -
เอาน่ะ เนื่องจากเมื่อคืน มีเรื่องให้สะเทือนใจบางอย่าง พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็อกหักน่ะแหล่ะ
อธิบายเป็นตัวการ์ตูนได้ดังนี้ .....
>
>
>
> ![]()
( แปล : แอบปลื้ม > เขินอาย > เข้าหา > สารภาพรัก > แห้ว )
... พอดีว่า เป็นเรื่องส่วนตัวน่ะนะ จึงไม่ขอเขียนรายละเอียดไว้ ...
แต่ถึงอย่างนั้น ก็ขอเขียนลงแบบย่อๆ เอาล่ะ ....
โว๊ย ! ไม่รู้จะเรียบเรียงอะไรยังไง ![]()
- บอกก่อนอ่าน -
ขอความกรุณา ผู้ที่เข้ามาอ่าน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือคนรู้จักของเจ้าของไดอารี่แห่งนี้
กรุณาให้เกียรติ และใช้วิจารณญาณในการอ่าน, รวมทั้งขอร้องอย่านำไปพูดต่อกันเพราะ คันปาก อยากเล่า เพราะสิ่งที่เขียนนั้น เป็นเรื่องของบุคคลที่มีอยู่จริง ไม่ได้เขียนเพื่อสร้างความบันเทิงหรือสนุกสนาน
แต่เป็นสิ่งที่เรียบเรียงด้วยความจริงใจ และเจตนาเพื่อบันทึกเหตุการณ์ที่ไม่อยากลืม
ถ้าอยากให้ใครได้รู้ กรุณาให้เค้าเข้ามาอ่านที่นี่ ด้วยตัวของเค้าเอง ขอบคุณครับ
...............................................................................
คราวนี้ก็ เรื่องเริ่มต้นจากการแอบชอบเพื่อนคนนึง .....
ทำไมถึงชอบเพื่อนอยู่เรื่อยเลย .. ? ( เพื่อนผู้หญิงโว๊ย ! )
ก็ ... ไม่รู้สิ การอยู่ใกล้ๆ มันทำให้เราสามารถสังเกตนิสัย - ความคิดอะไรหลายๆ อย่าง
จนแบบว่า เกิดความคิดขึ้นมา .... " ถ้าเป็นคนนี้ น่าจะไปกันได้ดีนะ "
นั่นสิ มันอาจจะเป็นการด่วนสรุปเกินไป
แต่ก็เพราะ " ถ้าคุณรู้จักเค้าดีจนหมดไส้หมดพุงแล้ว เมื่อคบเป็นแฟนกัน
มันจะยังเหลืออะไรให้เรียนรู้กันอีกล่ะ ? "
เจ้าของไดฯ เป็นคนกลัวความไม่แน่นอน คือ ไม่อยากเสี่ยงน่ะแหล่ะ
แต่เวลาก็เหลือน้อยลงทุกทีแล้ว ( จบจากมหาลัยก็คงยาก ที่จะได้เจอกันอีก )
ไม่มีเวลามานั่งรอให้มั่นใจว่าเค้าชอบเราแน่ แล้วค่อยสารภาพ
ถึงอย่างนั้นก็ยังกล้าๆกลัวๆที่จะเริ่มมันซักที
ถ้าไม่ได้เพื่อนคอยช่วยเหลือ ก็คงได้แค่แอบมองอยู่ห่างๆ ไปอีกนาน
พอดีมีเพื่อนคนนึง ให้เบอร์เค้ามา
( ทั้งๆ ที่ตั้งใจว่า จะขอเบอร์จากเจ้าตัวเลย แต่ก็ไม่กล้าพอ )
ในที่สุดก็ได้โทรคุย แม้จะเป็นการอ้างเรื่องงานบังหน้า ....
แต่การได้ยินเสียงคนที่เราแอบชอบนั้น มันก็ทำให้หัวใจพองโต
จากข้อมูลที่มีเพื่อนคอยช่วย คือ เค้าเลิกกับแฟนแล้ว !!!!
ก็น่าจะกำลังว่างล่ะนะ ..... เป็นโอกาสดีที่จะทำความรู้จักให้มากขึ้น
การที่ได้คุยกับเค้ามากขึ้น มันเกิดผล 2 อย่าง ก็คือ
1. เจ้าของไดฯ ชอบเค้ามากขึ้น ชอบการมองโลกและความคิดของเค้า เป็นผู้หญิงที่ดีคนนึง
2. เค้ารู้สึกตัวว่าเจ้าของไดฯ นั้น ดูท่าจะมาจีบ
แต่ก็นั่นแหล่ะ ไม่ได้ปิดบังอะไร ให้เค้ารู้ไว้ก็ดี
ตั้งใจจะบอกความรู้สึกของเราให้เค้ารู้ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ...
ช่วงนี้ก็เดินไปเดินมากับกลุ่มเพื่อนของเค้า พยายามทำตัวกลมกลืน ....
คอยช่วยเหลือสิ่งที่พอทำได้ เช่น วิชาคอมฯ หรืองานที่ อ.สั่ง
( แปลกนะ ผู้หญิงไม่ค่อยถูกโรคกับคอมพิวเตอร์ ทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรยากเลย )
วันดี คืนดี ลองชวนไปดูหนัง แต่ก็โดนปฏิเสธกลับมา
ก็ไม่ได้ท้อถอยหรอก อาจจะรู้สึกว่า เราเข้าใกล้เค้า เร็วเกินไป รึเปล่านะ ? แบบนั้น
แต่ยิ่งใกล้ ก็ยิ่งชอบ บางทีมันก็ทำให้เราสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง
จนกลายเป็นว่า เราตามเค้ามากไป จนมีวันนึง เค้าถามมาตรงๆ ว่า ทำแบบนี้ทำไมเหรอ ?
คงพอจะ เดาความรู้สึกจากคำถาม แบบนี้ได้นะ
เจ้าของไดฯ น่ะ อยากจะสารภาพความรู้สึกให้มันรู้แล้วรู้รอดไป
แต่ ทั้งๆ ที่ตั้งใจจะบอกกับเค้าต่อหน้า
.... ก็กลายเป็นว่าไม่มีโอกาส ....
ทั้งๆ ที่อยากจะใช้เวลาสำหรับการเริ่มต้นมากกว่านี้อีกหน่อย
แต่สัญชาตญาณมันรู้สึกว่า ถ้าไม่รีบบอกตอนนี้ มันอาจจะสายไป
สุดท้ายก็ได้แค่บอกทางโทรศัพท์ มันช่างไม่โรแมนติกเอาซะเลย
คำตอบของเค้าก็คือ เค้ามีแฟนแล้ว ...
ไอ้เราก็ช็อคสิ ทำไมสิ่งที่รู้มา กับ สิ่งที่เพิ่งรู้มันแตกต่างกัน
กลายเป็นว่า ใช่ เค้าเลิกกับแฟนแล้ว แต่ เค้าก็กลับไปคบกับแฟนแล้ว
เล่นเอา ตั้งหลักไม่ถูกไปหลายวัน
แต่เจ้าของไดฯ ก็มั่นใจว่าความรู้สึกที่มีให้เค้านั้น
เป็นความสัตย์จริง ที่ออกมาจากหัวใจ ....
เจ้าของไดฯ ยังไม่อยากให้มนจบลงตอนนี้
แต่ทว่า ระหว่าง ...
1. ตัดใจซะ
2. แย่งเค้ามา
มันก็น่าลังเล และสับสน
ระหว่างความรู้สึก กับสิ่งที่เรียกว่า " ความถูกต้อง " .....
ถึงยังไง เจ้าของไดฯ ก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะดีขนาดทำให้เค้าหันมาชอบได้หรอก
ดังนั้นมันก็เหลือทางเดียวคือ ข้อ1. นั่นน่ะแหล่ะ ซึ่งจะดีกับทุกฝ่าย
มีคำตอบนั้นในใจแล้วนะ แต่ก็อยากลองพยายามดูให้ถึงที่สุด
ก็คอยเดินไปส่งเค้ากลับหอ ไปนั่งในโรงอาหารด้วยกัน ( กับเพื่อนในกลุ่มเค้า )
แหงสิ มันทำให้เค้ารู้สึกอึดอัดต่างหาก ...
ไอ้เราน่ะนะ เดินไกลไม่ว่า แค่หวังให้เค้าส่งรอยยิ้มให้ตอนจากกันก็พอใจแล้ว
อยากนั่งทานข้าวด้วยกัน แต่ก็ทานไม่ลง
อยากจะยิ้มให้เค้าทุกครั้งที่เจอ แต่ก็ยิ้มไม่ออก เพราะในใจยังมีเรื่องราวมากมาย
มันกลายเป็นว่า เราทั้งคู่ต่าง รู้สึกแย่ด้วยกัน
จนเมื่อได้คุยกับแบบเปิดใจ ( ทางโทรศัพท์อีกแล้ว ... )
คราวนี้เค้าบอกตรงๆ ว่า อึดอัดเวลาที่มีเราอยู่ใกล้ๆ ....
อืมสิ เจ้าของไดฯ เองก็รู้สึกได้
รอยยิ้มของเค้ามักจะหายไป เมื่อมีเจ้าของไดฯ อยู่ใกล้ๆ
เค้าขอให้เจ้าของไดฯ กลับไปเป็นแค่เพื่อนธรรมดา
( แต่ระยะห่างมันก็ ห่างกันแสนไกลแล้ว )
ไม่อย่างนั้นแล้ว เค้าจะเกลียดไปเลยนะ
สิ่งนี้ทำให้เจ้าของไดฯ เสียใจมาก แต่ก็ดีใจที่เค้าเปิดใจขนาดนี้
แต่ว่าก็ว่า มันทำให้คืนนั้น แทบตายไปเลย
ปวดหัว รู้สึกเหมือนคำพูดประโยคนั้น ถูกเล่นซ้ำไปซ้ำมา ทรมาณมากๆ
หัวใจเต้นเร็ว หายใจติดขัด อยากร้องไห้ แต่ก็ ไร้ซึ่งน้ำตา ....
... บางทีทุกอย่างอาจจะจบลงตรงนี้ ...
แต่ถึงอย่างนั้น ก็ต้องอยู่ต่อ
เพราะทั้ง ความฝัน และหน้าที่ ก็ยังไม่มีสิ่งไหนที่ทำสำเร็จ
มันคงน่าสมเพชน่าดู ถ้าตายไปโดยปล่อยให้คนที่รักเราด้วยใจจริงต้องมานั่งเสียใจ
นึกถึง พ่อ แม่ สิ่งที่อยากทำให้ได้ แล้วโลกก็มืดลง ...
รู้สึกตัวอีกที ตอนเช้า ขึ้นมาทันเวลาไปเรียนน่ะแหล่ะ
แต่รู้สึกแย่มากมาย ไปเรียนมันก็ไม่เข้าหัวหรอก
แล้วก็ไม่รู้จะทำหน้ายังไงเวลาเจอหน้าเค้า ...
ก็เลยนอนทำใจต่อ ......
- ครึ่งหลัง -
ตื่นขึ้นมาเที่ยงนิด ๆ ก็แต่งตัว เสื้อมหาลัย+กางเกงยีนส์ ....
ไม่ได้ไปเรียนหรอก แต่ไปทำสิ่งที่อยากทำ
ไปเบิกเงินในธนาคารมา 6 พันกว่า ...
.... เพื่อซื้อของ 3 อย่าง ให้คน 3 คน ...
อันดับแรก ไปเซ็นทรัลลาดพร้าว ซื้อของบางอย่างที่ตั้งใจจะให้เค้าคนนั้น ...
เดินหาร้านขายของอะไรซักอย่าง ( ขอไม่ลงในนี้ เพระเป็นความลับ )
เดินหาตั้งนาน เพราะมันย้ายที่ และแน่นอน
ไม่ได้แวะมาที่นี่เกือบจะปีนึงแล้ว หลายสิ่งหลายอย่างก็เปลี่ยนไป
เอาแค่คน ก็ยังไม่เหมือนเดิมเลย
เดินวนไปวนมา นานสองนาน ก็ยังไม่เจอ
พอดีดันเจอ อีกสิ่งที่ตั้งใจจะมาซื้อวันนี้ นั่นก็คือ กล้องดิจิตอล
การมีกล้องส่วนตัวไว้ถ่ายรูป นั้นเป็นความฝันหนึ่ง ที่อยากจะทำให้เป็นจริง
ไม่ว่าจะนำมาใช้ประกอบการเขียนไดอารี่ หรือบันทึกเรื่องราวต่างๆ
ดูไปดูมา รู้สึกถูกชะตากับกล้องตัวนี้ ก็เลยซื้อ ....
( ทั้งๆ ที่หาข้อมูลมาตั้งนาน แถมคิดว่าจะซื้อรุ่นอื่น ยี่ห้ออื่นอีกต่างหาก )
Fujifilm - Finepix A820 8.3mp digitalz3X ถ่ายวีดีโอได้ ราคา 4,990-
แต่จะว่าไป อยากได้สีแบบนี้ว๊อยยยยย ( ดันไม่มี ..... )
ซื้อมาพร้อม ถ่านชาร์ตพร้อมที่ชาร์ต ราคา 590 -
แต่หลังจากซื้อเสร็จ ลองมาคำนวนค่าถ่านแบบใช้แล้วทิ้ง
ปรากฏว่าใช้ไปชาติครึ่งแน่ะ แถมสะดวกอีกต่างหาก
นั่นสิ แล้วตูจะซื้อที่ชาร์ตมาทำไมเนี่ย ไม่ได้ใช้
เสียดายเงิน.
เอาเป็นว่า หลังจากเวลาผ่านมานานแสนนาน ความฝันข้อนี้ก็สำเร็จจนได้
จากนั้น ในที่สุดก็เจอร้านที่ตามหา และซื้อของที่ต้องการ
" สิ่งนั้น " แม้ว่าจะไม่ได้มีราคาแพงอะไร
แต่ก็จะเป็นของขวัญชิ้นแรก และชิ้นสุดท้าย ที่จะให้เค้าด้วยความจริงใจ
ชอบจริงๆ นะ ความรู้สึกที่เราได้ทุ่มเท เพื่อใครสักคนนึง
รู้สึกดี ที่ยังมีหัวใจ แม้ว่าจะเจ็บปวดมาตลอด ....
ชิ้นที่สาม ที่เซ็นทรัลไม่มี ( ความจริงน่าจะมี แต่มันแพง )
เลยกลับมาร้านแถวๆ สะพานใหม่ เป็นร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า
กะว่า จะซื้อเตารีดไอน้ำซักเครื่อง เป็นของขวัญวันเกิด ให้ผู้หญิงที่รักเราที่สุดในโลก ( แม่ )
เพราะสังเกตเห็นว่า ใช้เตารีดเก่าๆ มาหลายปีแล้ว ( ซึ่งน้ำหนักมาก+รีดนาน )
ก็ได้มาเครื่องนึง เป็นเตารีดไอน้ำสีฟ้า สวย+น่าใช้มากเลย ที่สำคัญมันเบามาก
แม่หน้าตาดีใจมากเลย ที่เห็นเตารีดเครื่องใหม่ แม้ว่าจะบอกว่า ซื้อมาทำไมมันแพง
แต่ด้วยความที่ไม่เคยใช้กันทั้งบ้าน ก็เลยลองผิดลองถูก กว่าจะรู้วิธีการรีดที่ถูก
ผลการใช้ก็เป็นที่พอใจ เพราะรีดสะดวก และเบาแรงขึ้นเป็นกอง ( แต่ต้องคอยเติมน้ำ )
ตบท้ายด้วยรูปเจ้าของไดฯ ตามเคย นี่เป็นรูปถ่ายภาพแรก จากกล้องตัวเอง ฝีมือตัวเอง !!!
สังเกตดีๆ มุมขวาบนจะเป็นรูปบรรพบุรุษ ( น่ากลัวมากตอนกลางคืน มองแล้วรู้สึกเหมือนโดนจ้อง )
ซ้ายบนเป็นห้องคอม และพัดลมที่คอยเป่าเวลานั่งเล่น
( คลิ๊กที่รูป เพื่อดูขนาดเต็ม )
- แถมท้าย -
จริงๆ แล้ว อยากชวนเค้าไปทำบุญ ให้อาหารปลา ฯลฯ ก่อนที่จะให้ " สิ่งนั้น "
แม้จะถูกถามว่าให้ทำไม แต่ก็เป็นสิ่งที่ตัดสินใจ และ อยากทำ
ตอนนี้ก็ตัดใจได้แล้ว เหลือแค่เพียงปรับความรู้สึก
คงโดนปฏิเสธเรื่องแรกที่ตั้งใจ แต่ก็ไม่เป็นไร
แค่อยากทำให้ " สิ่งนั้น " มันดูมีค่า และก็มีความทรงจำดีๆ เกี่ยวกับมันซักหน่อยนึง
สุดท้ายนี้ ไม่รู้เหมือนกันว่า อนาคตจะเป็นเช่นไร
Watashiwa watashi.
I am what am I .
เจ้าของไดฯ ก็ยังเป็น เจ้าของไดฯ คนเดิม
ยังคงเป็นคนที่มีความรักที่จริงใจอยู่เช่นเดิม
เพียงแต่ ขอเวลาทำใจหน่อยนึงล่ะนะ คราวนี้เจ็บมากๆ
ถึงอกหัก ก็ยังยิ้มได้


ถ้าขอไม่มากเกินไป รบกวนทิ้ง commonet กันไว้ด้วยนะครับ ^^